ดูเหมือนว่าการปล่อยและลงจอดจรวดกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วในปัจจุบัน สัปดาห์ที่ผ่านมา จีนได้เข้าร่วมกลุ่มประเทศที่ประสบความสำเร็จในการส่งภารกิจสู่วงโคจรและนำจรวดกลับสู่พื้นโลกอย่างปลอดภัย ซึ่งเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการผลักดันโครงการทั้งภาครัฐและเอกชนในประเทศนั้นอย่างจริงจังในการนำจรวดกลับมาใช้ใหม่
ในทวีปเอเชียเช่นกัน องค์การอวกาศของญี่ปุ่นได้ดำเนินการทดสอบการกระโดด (hop tests) ในขณะที่ Honda ก็เพิ่งทำการทดสอบการนำกลับมาใช้ใหม่ในแนวตั้ง (vertical reuse tests)
ส่วนในสหรัฐอเมริกา แน่นอนว่า SpaceX ปล่อยและลงจอดจรวดที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ทุกๆ สองสามวัน Blue Origin แม้ว่าจรวด New Glenn ของพวกเขาจะถูกระงับชั่วคราว ก็ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการลงจอดและนำจรวดโคจรขนาดใหญ่กลับมาใช้งานได้
บริษัทอื่นๆ ในสหรัฐอเมริกา รวมถึง Stoke Space, Rocket Lab และ Relativity Space ล้วนกำลังมีความคืบหน้าอย่างน่าเชื่อถือในการพัฒนาจรวดที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้บางส่วนหรือทั้งหมด
📌 สรุป: ทั่วโลกกำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในการพัฒนาจรวดนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ทั้งจากภาครัฐและเอกชน ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าโครงการจรวด 'Amur' ของรัสเซีย ซึ่งมีเป้าหมายเป็นคู่แข่งกับ Falcon 9 จะสามารถบรรลุเป้าหมายการบินได้จริงหรือไม่.
💡 รู้หรือไม่?
🔬 Amur (rocket) (จรวดอามูร์)
Amur (หรือรู้จักกันในชื่อ Soyuz-7) เป็นโครงการจรวดของรัสเซียที่ออกแบบมาให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้บางส่วน และใช้เชื้อเพลิงมีเทนเหลว มีเป้าหมายเพื่อทดแทนจรวด Soyuz-2 โดยมีค่าใช้จ่ายในการปล่อยแต่ละครั้งที่ถูกลงกว่าเดิม
🔬 Roscosmos (รอสคอสมอส)
Roscosmos คือหน่วยงานรัฐวิสาหกิจของสหพันธรัฐรัสเซียที่รับผิดชอบด้านกิจกรรมอวกาศ โครงการนักบินอวกาศ และการวิจัยด้านการบินและอวกาศ ก่อตั้งขึ้นในปี 1992 และเป็นผู้สืบทอดโครงการอวกาศอันยิ่งใหญ่ของสหภาพโซเวียต
🏷️ หมวดหมู่: Space, amur, amur-LNG, falcon 9, roscosmos, space
🔗 อ่านบทความฉบับเต็ม: Arstechnica
