Apple พลาด! สั่งทิ้งชิ้นส่วน iPhone Air สูงถึง 1.5 ล้านชุด หลังประเมินตลาดผิด

ความล้มเหลวของ iPhone Air เกิดจากการที่ Apple เดิมพันว่าผู้บริโภคจะยอมจ่ายเพิ่ม 200 ดอลลาร์สำหรับโทรศัพท์ที่เบากว่า 12 กรัม และมีหน้าจอใหญ่ขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับ iPhone 17 แต่กลับไม่ได้รับความสนใจตามที่คาดการณ์ไว้

แหล่งข่าวระบุว่า แม้จะมีการสั่งลดกำลังการผลิตไปตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว แต่ขณะนี้ Apple และซัพพลายเออร์ยังคงมีชิ้นส่วนสำหรับ iPhone Air ค้างอยู่ในสต็อกมากถึง 1.5 ล้านเครื่อง ซึ่งหลายรายการไม่สามารถนำไปใช้กับรุ่นอื่นได้และอาจต้องถูกทำลายทิ้ง

ชิ้นส่วนสำคัญที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ประกอบด้วยโครงไทเทเนียมเฉพาะรุ่น, จอ OLED ‘Super Retina XDR’ ขนาด 6.5 นิ้วที่ถูกตัดและประกอบแล้ว รวมถึงชิป A19 Pro CPU ที่มี 5 GPU cores และ RAM 12GB ซึ่งแตกต่างจากรุ่น iPhone 17 และ iPhone 17 Pro ทำให้ไม่สามารถนำไปติดตั้งในรุ่นอื่นได้

การสูญเสียครั้งนี้คาดว่าจะมีมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งแม้จะเป็นจำนวนที่สูง แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ Apple สามารถแบกรับได้เมื่อเทียบกับยอดขาย iPhone ทั้งหมดที่สูงถึงหลายสิบพันล้านดอลลาร์ต่อไตรมาส

ปัญหาที่ใหญ่กว่าการสูญเสียทางการเงินคือการที่ Apple ประเมินความต้องการของผู้บริโภคผิดพลาด และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับห่วงโซ่อุปทาน

ในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนผ่านจากการผลิตแบบรวมศูนย์ไปสู่การกระจายฐานการผลิตในหลายภูมิภาค เช่น จีนและอินเดีย เนื่องจากปัจจัยด้านสงครามการค้าและค่าแรงที่สูงขึ้น การจัดการสต็อกชิ้นส่วนที่ซับซับซ้อนขึ้นจึงเป็นความท้าทายสำคัญที่ทำให้การปรับลดหรือเพิ่มกำลังการผลิตทำได้ยากขึ้น และมีแนวโน้มทำให้มีสินค้าคงคลังสูงขึ้น

แม้ว่า iPhone Air จะเป็นความล้มเหลว แต่บทเรียนที่ได้จากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน อาจมีมูลค่ามากกว่าการสูญเสียชิ้นส่วนในครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามของ Apple ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ แม้จะต้องเผชิญความเสี่ยงก็ตาม


🔗 อ่านบทความฉบับเต็ม: Culpium