ก่อนยุคของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล IBM คือยักษ์ใหญ่ที่ครองตลาดเมนเฟรมอย่างเบ็ดเสร็จ แต่เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ทศวรรษ 1980 การมาถึงของ IBM PC ในปี 1981 กลับเป็นปรากฏการณ์ที่เหนือความคาดหมาย ด้วยยอดขายที่พุ่งสูงจนกลายเป็นที่ต้องการอย่างมหาศาล
กุญแจสำคัญที่นำไปสู่ ‘สงครามโคลน’ คือการที่ IBM เลือกใช้ชิ้นส่วนมาตรฐานที่มีจำหน่ายทั่วไป และเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมบัส (Bus Architecture) ทำให้ผู้ผลิตรายอื่นสามารถออกแบบเมนบอร์ดและอุปกรณ์เสริมที่เข้ากันได้ จุดเดียวที่ IBM ปกป้องคือ BIOS (Basic Input/Output System) ซึ่งเป็นเฟิร์มแวร์สำคัญบนชิป ROM สำหรับการบูตระบบ
การถอดรหัส BIOS อย่างถูกกฎหมายจึงเป็นหัวใจสำคัญ บริษัทอย่าง Compaq ได้ทุ่มเงินนับล้านเพื่อสร้าง BIOS ของตนเองโดยไม่ลอกเลียนแบบ ขณะที่ Phoenix Technologies ได้พัฒนากระบวนการ ‘Clean Room’ เพื่อวิศวกรรมย้อนกลับ BIOS และนำออกสู่ตลาดให้บริษัทอื่น ๆ ซื้อสิทธิ์การใช้งาน ทำให้ผู้ผลิตเครื่องโคลนสามารถผลิตคอมพิวเตอร์ที่เข้ากันได้กับ IBM PC ออกมาได้อย่างแพร่หลาย
เครื่องโคลนเหล่านี้ ไม่เพียงแต่มีราคาที่ถูกกว่า แต่หลายครั้งยังมาพร้อมนวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น ‘Turbo Mode’ สำหรับเพิ่มความเร็ว หรือพอร์ตเชื่อมต่อที่ IBM PC ต้องซื้อเพิ่ม ความต้องการของตลาดที่สูงมากเกินกว่าที่ IBM จะผลิตได้ทัน ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เครื่องโคลนได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว
IBM พยายามต่อสู้ด้วยการฟ้องร้องบริษัทโคลนจำนวนมาก รวมถึงการเปิดตัวระบบ PS/2 ในปี 1987 ที่มาพร้อมบัส MCA (Micro Channel Architecture) ซึ่งไม่เข้ากันกับบัส ISA เดิม และมีค่าสิทธิ์การใช้งานสูง ทว่าตลาดกลับไม่ตอบรับ PS/2 มากนัก ผู้บริโภคยังคงเลือกเครื่องโคลน PC/XT/AT ที่ตอบโจทย์การใช้งานและราคามากกว่า
ท้ายที่สุด ‘สงครามโคลน’ จบลงด้วยชัยชนะของผู้ผลิตเครื่องโคลน ซึ่งปูทางให้เกิดผู้เล่นหน้าใหม่มากมายในอุตสาหกรรม รวมถึงบริษัทอย่าง Dell ที่เริ่มต้นจากการขายเครื่องโคลนในหอพักนักศึกษา บทเรียนจาก IBM PC ได้แสดงให้เห็นถึงพลังของการเปิดกว้างทางสถาปัตยกรรมและผลกระทบที่สามารถเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมไปตลอดกาล ซึ่งยังคงส่งอิทธิพลต่อคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
🏷️ หมวดหมู่: Featured, History, Original Art, Retrocomputing, bios, ibm, pc, PC Clone
🔗 อ่านบทความฉบับเต็ม: hackaday
