ประเด็นหลักที่ถูกตั้งข้อสงสัยคือการที่ Kohler อ้างถึงการใช้เทคโนโลยี End-to-End Encryption (E2EE) ในชักโครกอัจฉริยะ Dekoda ซึ่งตามปกติแล้ว E2EE หมายถึงการเข้ารหัสข้อมูลที่รับส่งระหว่างผู้ใช้เท่านั้น ทำให้บุคคลที่สามรวมถึงผู้พัฒนาแอปไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถอดรหัสได้ อย่างไรก็ตาม วิศวกรรายดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดด้านความเป็นส่วนตัวที่แท้จริงของอุปกรณ์ที่บันทึกภาพภายในโถสุขภัณฑ์
ก่อนหน้านี้ในเดือนตุลาคม Kohler ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ ‘เพื่อสุขภาพ’ ชิ้นแรกในชื่อ Dekoda ซึ่งเป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับชักโครกราคา 599 ดอลลาร์สหรัฐฯ และต้องเสียค่าสมัครสมาชิกเริ่มต้นเดือนละ 7 ดอลลาร์สหรัฐฯ Kohler อธิบายว่า Dekoda ใช้ ‘เซ็นเซอร์ออปติคัลและอัลกอริทึมการเรียนรู้ของเครื่องที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว’ เพื่อมอบ ‘ข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณค่าเกี่ยวกับสุขภาพและความสมบูรณ์แข็งแรงของคุณ’
ทางบริษัทระบุว่าข้อมูลจะถูกส่งไปยังแอป Kohler Health ส่วนบุคคล โดยให้ผู้ใช้งานรับทราบข้อมูลสุขภาพและตัวชี้วัดสำคัญอย่างต่อเนื่องและเป็นส่วนตัวบนโทรศัพท์มือถือ พร้อมเสริมว่าคุณสมบัติต่างๆ เช่น การตรวจสอบสิทธิ์ด้วยลายนิ้วมือและการเข้ารหัสแบบ End-to-End Encryption (E2EE) ถูกออกแบบมาเพื่อความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของผู้ใช้ แต่การที่อุปกรณ์ต้องบันทึกภาพภายในโถสุขภัณฑ์ก็สร้างคำถามถึงขอบเขตความเป็นส่วนตัวที่แท้จริงได้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
🏷️ หมวดหมู่: Tech, cameras, e2ee, end to end encryption, smart home
🔗 อ่านบทความฉบับเต็ม: Arstechnica
