Styx: Blades of Greed ตอกย้ำความเป็นเกมลอบเร้นขนานแท้ ด้วยกลไกการซ่อนตัว แอบขโมย และลอบสังหารศัตรูที่ยังคงสนุกสนานเช่นเคย ภาคนี้ได้ถอดระบบผู้เล่นหลายคนออก เพื่อมุ่งเน้นประสบการณ์ลอบเร้นแบบเดี่ยวอย่างเต็มที่ พร้อมเปลี่ยนจากแผนที่ขนาดเล็กที่เน้นภารกิจ มาเป็นภูมิภาคที่กว้างใหญ่กว่าเดิมมาก ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ
ผู้เล่นยังคงสวมบทบาทเป็นก๊อบลินเฒ่าจอมกวน แอบย่องเข้าสู่พื้นที่แคบๆ แทงศัตรู และใช้สารพัดอุปกรณ์พร้อมความสามารถพิเศษเพื่อเอาชีวิตรอดจากการถูกพบเจอ ภาคนี้มีการเพิ่มอุปกรณ์และความสามารถใหม่ๆ เข้ามาเล็กน้อย เช่น การควบคุมจิตใจ NPC หรือใช้ตะขอเกี่ยวเพื่อเคลื่อนที่ในระยะไกล แต่แก่นแท้ของการเล่นโดยรวมยังคงเหมือนเดิม เช่น ความสามารถในการล่องหนชั่วคราว และการซ่อนตัวในตู้หรือถัง เพื่อรอจังหวะจัดการศัตรู
อย่างไรก็ตาม Styx: Blades of Greed ยังคงมีปัญหาเดิมๆ เช่น การเคลื่อนไหวที่ซับซ้อน ปัญหาด้านประสิทธิภาพ และเนื้อเรื่องที่ไม่น่าจดจำ แม้ตัวละครหลักจะมีเอกลักษณ์ เนื้อเรื่องเกี่ยวกับการออกตามหาผลึกควอตซ์วิเศษเพื่อเพิ่มพลังกลับเป็นเส้นเรื่องที่ค่อนข้างซ้ำซาก ตัวละครเสริมที่ปรากฏก็ไม่มีบทบาทมากพอที่จะสร้างความประทับใจ ทำให้ประสบการณ์ด้านเนื้อหาเป็นไปอย่างน่าผิดหวัง
จุดเด่นที่สุดของภาคนี้คือการนำเสนอแผนที่ขนาดใหญ่ 3 แห่ง ได้แก่ The Wall, Turquoise Dawn และ Akenash Ruins ที่เต็มไปด้วยพื้นที่ให้สำรวจและทำภารกิจ แผนที่เหล่านี้มอบอิสระในการสำรวจและวางแผนการลอบเร้นได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ขนาดที่ใหญ่เกินไปก็ส่งผลให้การเดินทางระหว่างจุดทำภารกิจอาจยืดเยื้อและน่าเบื่อ การที่ต้องลอบเร้นไปเรื่อยๆ โดยไม่มีอุปสรรคที่ชัดเจนในบางช่วง ทำให้บางครั้งรู้สึกเหมือนเป็นการ “ย่องไปเรื่อยๆ” มากกว่าการท้าทาย
นอกจากนี้ ปัญหาด้านเทคนิคต่างๆ ที่เคยพบในภาคก่อนๆ ก็ยังคงปรากฏให้เห็นใน Blades of Greed เช่น การต่อสู้ที่ค่อนข้างหยาบ ปัญหาเฟรมเรตตกอย่างรุนแรงเมื่อเล่นเป็นเวลานาน หรือ NPC หายตัวไป ซึ่งดูเหมือนปัญหาเหล่านี้จะยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาเฟรมเรตที่ดูจะแย่ลงกว่าเดิมเนื่องจากขนาดแผนที่ที่ใหญ่ขึ้น อย่างไรก็ตาม หากคุณเป็นแฟนเกม Styx หรือเกมลอบเร้นบริสุทธิ์ Styx: Blades of Greed ก็ยังคงมอบสิ่งที่ต้องการได้อย่างเต็มที่ แม้จะต้องแลกมาด้วยข้อบกพร่องบางประการก็ตาม
🔗 อ่านบทความฉบับเต็ม: ign
