สร้างโครงข่ายประสาทเทียมจากศูนย์

แหล่งข้อมูลเหล่านี้นำเสนอขั้นตอนการสร้างและทำงานของโครงข่ายประสาทเทียม โดยเน้นไปที่การประมวลผลรูปภาพและการรู้จำตัวเลข แหล่งแรกอธิบายการเขียนโปรแกรมด้วยภาษา Python ตั้งแต่พื้นฐานของนิวรอนตัวเดียว ไปจนถึงกระบวนการย้อนกลับ (Backpropagation) เพื่อปรับปรุงค่าความแม่นยำด้วยตนเอง ในขณะที่อีกแหล่งเน้นการนำเสนอภาพเชิงทัศน์ของโครงข่ายประสาทแบบคอนโวลูชัน (CNN) ที่แสดงให้เห็นการดึงคุณลักษณะเด่นผ่านชั้นกรองข้อมูลและการลดทอนขนาดภาพ ทั้งสองวิดีโอแสดงให้เห็นว่าระบบสามารถเรียนรู้จากข้อมูลชุดตัวเลขเขียนด้วยมือและสินค้าแฟชั่นจนสามารถพยากรณ์ผลลัพธ์ ได้อย่างแม่นยำ สรุปได้ว่าเนื้อหาดังกล่าวช่วยให้เข้าใจทั้งในด้านการเขียนโค้ดคณิตศาสตร์ เบื้องหลังและการทำงานเชิงโครงสร้างของปัญญาประดิษฐ์อย่างเป็นระบบ

การทำงานพื้นฐานของโครงข่ายประสาทเทียม (Neural Network) ที่สร้างขึ้นเองมีขั้นตอนหลักที่เริ่มต้นจากการคำนวณในระดับเซลล์ประสาทไปจนถึงการเรียนรู้เพื่อปรับปรุงตัวเอง ดังนี้:

  1. โครงสร้างของเซลล์ประสาทเดี่ยว (Individual Neuron)

ในระดับพื้นฐานที่สุด เซลล์ประสาทหนึ่งเซลล์จะรับข้อมูลเข้า (Inputs) หลายทาง โดยแต่ละการเชื่อมต่อจะมี ค่าถ่วงน้ำหนัก (Weights) และมีการเพิ่ม ค่าอคติ (Bias) เข้าไป ผลลัพธ์ที่ได้คือ ผลรวมแบบถ่วงน้ำหนัก (Weighted Sum) ของข้อมูลเข้าทั้งหมด ซึ่งในทางปฏิบัติจะใช้พีชคณิตเชิงเส้น (Linear Algebra) เช่น การทำ Dot Product เพื่อให้คำนวณได้รวดเร็วขึ้นในบรรทัดเดียว

  1. การเพิ่มฟังก์ชันกระตุ้น (Activation Functions)

เพื่อให้โครงข่ายสามารถเข้าใจข้อมูลที่มีความซับซ้อน (Non-linear) ได้ เราต้องใส่ฟังก์ชันกระตุ้นเข้าไป:

  • ReLU (Rectified Linear Unit): ช่วยเปลี่ยนข้อมูลให้มีความไม่เป็นเชิงเส้น เพื่อให้โครงข่ายเรียนรู้รูปแบบที่ซับซ้อนได้ดีขึ้น* Softmax: มักใช้ในเลเยอร์สุดท้ายเพื่อแปลงค่าตัวเลขที่โครงข่ายส่งออกมาให้กลายเป็น การกระจายความน่าจะเป็น (Probability Distribution) ซึ่งบอกว่าโครงข่ายมั่นใจแค่ไหนว่าข้อมูลนั้นอยู่ในคลาสใด
  1. การส่งข้อมูลไปข้างหน้า (Forward Pass)

ข้อมูลจะถูกส่งผ่านเลเยอร์ต่าง ๆ ของโครงข่ายประสาท โดยแต่ละเลเยอร์จะนำผลลัพธ์จากเลเยอร์ก่อนหน้ามาคำนวณเป็นผลรวมถ่วงน้ำหนักและผ่านฟังก์ชันกระตุ้น ทำซ้ำไปเรื่อย ๆ จนถึงเลเยอร์สุดท้ายเพื่อให้ได้ผลการทำนายออกมา

  1. การคำนวณความผิดพลาด (Calculating Loss)

เมื่อได้ผลการทำนายแล้ว เราต้องวัดว่าโครงข่ายเดาผิดไปมากน้อยเพียงใด โดยใช้ฟังก์ชันที่เรียกว่า Cross-categorical entropy loss เพื่อคำนวณค่าความสูญเสีย (Loss) หรือความผิดพลาดจากการทำนายนั้น

  1. การแพร่ย้อนกลับ (Backpropagation)

ขั้นตอนนี้คือหัวใจของการเรียนรู้ โดยเปรียบเทียบเหมือน “ทีมเชฟในครัว” หากรสชาติอาหารผิดเพี้ยน (มี Loss) เราต้องย้อนกลับไปดูว่าเชฟคนไหนใส่ส่วนผสม (Weights) มากหรือน้อยเกินไป:

  • ใช้การหาอนุพันธ์ย่อย (Partial Derivatives) เพื่อคำนวณว่าแต่ละค่าถ่วงน้ำหนักส่งผลต่อความผิดพลาดอย่างไร* จากนั้นจึงทำการ ปรับปรุงค่าถ่วงน้ำหนักและค่าอคติ เพื่อให้การทำนายในครั้งหน้าแม่นยำขึ้น
  1. การหาค่าที่เหมาะสมที่สุด (Optimization)

ในขณะที่ฝึกสอน เราจะใช้ตัวปรับแต่งที่เรียกว่า Optimizer (เช่น SGD) และกำหนด อัตราการเรียนรู้ (Learning Rate) :

  • หาก Learning Rate สูงเกินไป โครงข่ายอาจเรียนรู้สะเปะสะปะ* หากต่ำเกินไป อาจใช้เวลานานมากในการเรียนรู้* การฝึกจะทำซ้ำเป็นวงจร: Forward Pass → คำนวณ Loss → Backwards Pass → อัปเดตค่าถ่วงน้ำหนัก จนกว่าโครงข่ายจะมีความแม่นยำที่น่าพอใจ