การค้นพบครั้งแรกย้อนกลับไปในปี 1947 เมื่อมีคนพบว่าผู้คนเชื่อมโยงเสียงที่คล้ายคำบางเสียงกับรูปทรงกลม และเสียงอื่น ๆ กับรูปทรงแหลมคม
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความเชื่อมโยงนี้ได้ถูกทำให้เป็นทางการในชื่อ Bouba/Kiki effect ได้รับความสนใจจากการทดลองเป็นอย่างมาก และมีบทความใน Wikipedia ที่ครอบคลุม
หนึ่งในแนวคิดแรกเริ่มที่พยายามอธิบายคือความคล้ายคลึงกับคำศัพท์จริง (ไม่ว่าจะทางสัทศาสตร์หรือตัวอักษรที่ใช้สะกด) แต่การศึกษาในภายหลังกับผู้พูดภาษาและตัวอักษรที่แตกต่างกันแสดงให้เห็นว่ามันน่าจะเป็นแนวโน้มทั่วไปของมนุษย์
ความเชื่อมโยงนี้ยังปรากฏในทารกที่มีอายุเพียง 4 เดือน ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่พวกเขาจะเชี่ยวชาญการพูดหรือการสะกดคำเสียอีก อย่างไรก็ตาม ความพยายามที่จะค้นหา Bouba/Kiki effect ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตระกูลลิงตัวอื่น ๆ กลับไม่พบ
สิ่งนี้นำไปสู่การคาดเดาว่ามันอาจเป็นหลักฐานของความสามารถในการประมวลผลที่เป็นของมนุษย์โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นรากฐานสำหรับความสามารถของเราในการเรียนรู้ภาษาที่ซับซ้อน
📌 สรุป: งานวิจัยล่าสุดเผยความเชื่อมโยงระหว่างเสียง "บูบา" กับรูปทรงกลมไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในมนุษย์เท่านั้น แต่ยังพบในลูกไก่ที่เพิ่งฟัก ซึ่งท้าทายสมมติฐานเดิมที่ว่าปรากฏการณ์การรับรู้นี้เป็นลักษณะเฉพาะของมนุษย์
💡 รู้หรือไม่?
🔬 Bouba/Kiki effect (ปรากฏการณ์บูบา/คิกิ)
Bouba/Kiki effect เป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อย่างเป็นระบบระหว่างเสียงพูดกับรูปทรงทางสายตา ผู้คนมักจะเชื่อมโยงคำว่า 'บูบา' หรือ 'มาลูมา' กับรูปทรงกลม และ 'คิกิ' หรือ 'ทาเคเทะ' กับรูปทรงแหลมคมหรือเป็นหนาม
การค้นพบนี้ย้อนไปตั้งแต่ปี 1920 และได้รับการยืนยันในวัฒนธรรมและภาษาต่าง ๆ ทั่วโลก รวมถึงในเด็กเล็กและผู้ที่บกพร่องทางการมองเห็น ซึ่งบ่งชี้ว่าเป็นกระบวนการทางความคิดสากลของมนุษย์
🏷️ หมวดหมู่: Science, Behavioral science, Biology, evolution, language, neurobiology, perception
🔗 อ่านบทความฉบับเต็ม: Arstechnica
