พลังงานแสงอาทิตย์ แซงหน้าพลังงานน้ำ ในโครงข่ายไฟฟ้าสหรัฐฯ หลังเติบโต 35%

ภาพรวมการใช้พลังงานไฟฟ้าในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 2.8% คิดเป็นประมาณ 121 เทระวัตต์-ชั่วโมง ซึ่งนับเป็นปรากฏการณ์ที่น่ากังวลเล็กน้อย

ก่อนหน้านี้ การใช้พลังงานไฟฟ้าของสหรัฐฯ ค่อนข้างคงที่เป็นเวลาหลายทศวรรษ เนื่องจากประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการลดลงของภาคอุตสาหกรรมสามารถชดเชยผลกระทบจากการเติบโตของประชากรและเศรษฐกิจได้ดี แต่การเปลี่ยนแปลงรายปีที่ผ่านมาก็ได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ เช่น ความต้องการพลังงานสำหรับระบบทำความร้อนและทำความเย็น ไปจนถึงการแพร่ระบาดของโรคทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของความต้องการในปี 2025 ยังไม่ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตได้เริ่มส่งผลกระทบอย่างเต็มที่ ปัจจัยเหล่านี้รวมถึงการเปลี่ยนไปใช้ปั๊มความร้อน (heat pumps) การใช้พลังงานไฟฟ้าในการขนส่ง และการเติบโตของศูนย์ข้อมูล แม้ว่าสองปัจจัยแรกจะเกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานโดยรวมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ก็เป็นการนำไฟฟ้ามาทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลโดยตรง ซึ่งจะเพิ่มความต้องการพลังงานในโครงข่ายไฟฟ้าในที่สุด

📌 สรุป: พลังงานแสงอาทิตย์ของสหรัฐฯ เติบโตอย่างก้าวกระโดด 35% ในปี 2025 จนแซงหน้าพลังงานไฟฟ้าพลังน้ำเป็นครั้งแรก อย่างไรก็ตาม ความต้องการพลังงานโดยรวมก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน และส่วนหนึ่งยังคงต้องพึ่งพาการใช้ถ่านหินที่มากขึ้น

💡 รู้หรือไม่?

🔬 Terawatt-hour (เทระวัตต์-ชั่วโมง)

เทระวัตต์-ชั่วโมง (Terawatt-hour หรือ TWh) เป็นหน่วยวัดพลังงานขนาดใหญ่ โดย 1 เทระวัตต์-ชั่วโมง เท่ากับ 1 ล้านล้านวัตต์-ชั่วโมง มักใช้ในการวัดปริมาณการผลิตหรือการใช้พลังงานไฟฟ้าในระดับมหภาค เช่น ของทั้งประเทศ

🔬 Heat pump (ปั๊มความร้อน)

ปั๊มความร้อน (Heat pump) คืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ถ่ายเทความร้อนจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง โดยไม่ได้สร้างความร้อนขึ้นมาเอง สามารถใช้ดึงความร้อนจากภายนอกมาทำให้อาคารอบอุ่น หรือระบายความร้อนออกจากอาคารได้ ถือเป็นเทคโนโลยีที่ประหยัดพลังงานมากกว่าระบบทำความร้อนแบบดั้งเดิม


🏷️ หมวดหมู่: Science, coal, electricity, Energy, green, natural gas, nuclear, renewables, solar, US Grid, Wind

🔗 อ่านบทความฉบับเต็ม: Arstechnica