อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สร้างความวิตกในภาคเทคโนโลยีด้วยการเสนอแนวคิด 'ภาษี TSMC' ซึ่งเป็นการเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวัน การเคลื่อนไหวที่อาจดูเหมือนเป็นไม้ตายในการกดดันให้ TSMC เข้ามาลงทุนในสหรัฐฯ มากขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่านี่อาจเป็น 'การกระทำที่ส่งผลร้ายต่อตนเอง' (FAFO - Fuck Around and Find Out) ที่มีผลกระทบร้ายแรงเกินคาด
แม้ว่านโยบายภาษีนำเข้าจะเคยประสบความสำเร็จในบางกรณี เช่น นโยบาย ‘Make in India’ ของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ที่ช่วยผลักดันการประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศ แต่โมเดลนี้ไม่สามารถนำมาปรับใช้กับสถานการณ์ของสหรัฐฯ ได้โดยตรง อินเดียมีทั้งแรงงานจำนวนมากและโรงงานประกอบอิเล็กทรอนิกส์ที่มีประสบการณ์หลายทศวรรษ รวมถึงมีบริษัทในประเทศและต่างประเทศหลากหลายที่พร้อมจะเพิ่มกำลังการผลิต ในทางตรงกันข้าม สหรัฐฯ พึ่งพา TSMC เป็นหลักในการผลิตชิปชั้นนำ และขาดความสามารถในการผลิตชิปขั้นสูงด้วยตนเอง
การวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า มูลค่าการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์สำเร็จรูปจากไต้หวันมายังสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าในช่วงห้าปีที่ผ่านมา แตะ 10,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2567 หากทรัมป์เก็บภาษี 100% เฉพาะชิปสำเร็จรูปนี้ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อบริษัทเทคโนโลยีอเมริกันอย่าง Intel และ AMD ที่ต้องพึ่งพา TSMC ในการผลิตชิปประสิทธิภาพสูง ซึ่งอาจทำให้ราคาชิปเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ตัวอย่างเช่น ชิป Intel Ultra Core หรือโปรเซสเซอร์ AMD EPYC ที่ใช้ในศูนย์ข้อมูล อาจมีราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล ทำให้ศูนย์ข้อมูลและผู้ให้บริการคลาวด์ของสหรัฐฯ ต้องแบกรับภาระ หรือไม่ก็ต้องขึ้นราคาบริการ หรือลดผลกำไร
ยิ่งไปกว่านั้น หากภาษี TSMC ครอบคลุมถึงเซมิคอนดักเตอร์ประเภทอื่น ๆ เช่น โมดูล GPU และระบบประกอบ ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 22,600 ล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว ผลกระทบจะยิ่งเลวร้ายลง สหรัฐฯ ไม่มีกำลังการผลิตเพียงพอที่จะทดแทนผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้ในระยะเวลาอันสั้น การสร้างโรงงานและบุคลากรต้องใช้เวลาหลายปี ซ้ำร้ายนโยบายของทรัมป์ยังอาจทำให้บุคลากรผู้เชี่ยวชาญที่จำเป็นสำหรับงานเหล่านี้หดหายไป นอกจากนี้ ภาษีดังกล่าวจะกระทบต่อแผนการขยายโรงงานประกอบเซิร์ฟเวอร์ในสหรัฐฯ ของบริษัทอย่าง Foxconn, Compal และ Inventec ซึ่งกำลังดำเนินการเพื่อรองรับแบรนด์อเมริกันอย่าง Dell และ HP ทำให้เศรษฐกิจ ‘Made in America’ ไม่คุ้มค่า และอาจผลักดันให้การผลิตขั้นสุดท้ายย้ายไปเม็กซิโกหรือเวียดนามแทน
เป้าหมายที่แท้จริงของภาษีนี้อาจไม่ใช่ TSMC ซึ่งมีกำลังการผลิตขั้นสูงจำกัดและลูกค้าไม่มีทางเลือกอื่น แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดกลับเป็นบริษัทเทคโนโลยีและนักลงทุนชาวอเมริกันเอง ยิ่งไปกว่านั้น แผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI มูลค่า 5 แสนล้านดอลลาร์ในชื่อ ‘Stargate’ โดย Larry Ellison, Sam Altman และ Masayoshi Son ถูกมองว่าเป็นเพียง ‘หมอกควัน’ (vaporware) ที่ไม่มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีชิปและการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นในสถาปัตยกรรมศูนย์ข้อมูล ซึ่งอาจทำให้การลงทุนจำนวนมากกลายเป็นสิ่งล้าสมัยอย่างรวดเร็ว
ทางออกสำหรับสถานการณ์นี้อาจอยู่ที่ TSMC ยื่นข้อเสนอการลงทุนเพิ่มเติมในสหรัฐฯ อย่างเป็นรูปธรรม อาจเป็นการเร่งการผลิตชิป 3 นาโนเมตรในโรงงาน Arizona หรือประกาศข้ามไปสู่เทคโนโลยี A16 โดยตรง เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นในการนำเทคโนโลยีที่ดีที่สุดมายังอเมริกา ซึ่งอาจเพียงพอที่จะหลีกเลี่ยงภาษีดังกล่าวได้ ในท้ายที่สุด ผู้เขียนขอกล่าวขอบคุณสำหรับการสนับสนุน และแจ้งว่านี่จะเป็นโพสต์สุดท้ายก่อนที่จะพักงานเพื่อเข้ารับการรักษาโรคมะเร็ง โดยหวังว่าจะกลับมาพบกันใหม่ในอนาคต
🔗 อ่านบทความฉบับเต็ม: Culpium
